Category Archives: บทความ

ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ล่าสุดจาก Intel

Intel® Core™ i5+, i7+ และ i9+ เจนเนอเรชั่น 8 แพลตฟอร์ม

ด้วย Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 8 Intel® Core™ i5+, i7+ และ i9+แพลตฟอร์ม ที่ใช้งานร่วมกับหน่วยความจำ Intel® Optane™ คุณสามารถสร้างพีซีประสิทธิภาพสูงเพื่อมอบการใช้งานพีซีใหม่ที่น่าสนใจให้กับลูกค้าของคุณ
• ด้านธุรกิจ: มอบการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่า เพื่อให้ลูกค้าของคุณใช้เวลาอยู่หน้าจอได้น้อยลง

• ด้านการสร้างเนื้อหา: ช่วยเปิดใช้งานแอพพลิเคชั่นสร้างเนื้อหาระดับมืออาชีพด้วยความเร็วระดับ SSD โดยยังคงเหลือความจุในการจัดเก็บข้อมูลอีกมาก

• ด้านการเล่นเกม:  ช่วยให้สามารถติดตั้งเกมบน HDD ความจุสูงได้ และเล่นเกมด้วยความเร็วระดับ SSD เพื่อที่ลูกค้าจะได้เล่นเกมโดยที่เปิดเกมและโหลดด่านที่ได้เร็วขึ้น

อ่านโบรชัวร์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ›

แอสเซทด้านการตลาด

หากคุณกำลังมองหาสิ่งที่จะช่วยให้คุณโปรโมทประสิทธิภาพที่เหนือกว่าของแพลตฟอร์ม Intel® Core™ i5+ และ i7+ ใหม่ ให้ไปที่ Intel® Partner Marketing Studio และรับเครื่องมือเพื่อเพิ่มยอดขาย

ด้วยแพลตฟอร์ม Intel® Core™ i5+ เจนเนอเรชั่น 8 ใหม่ที่มีหน่วยความจำ Intel® Optane™ ลูกค้าธุรกิจขนาดเล็กของคุณจะได้รับประสิทธิภาพที่สูง ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและใช้เวลาอยู่หน้าจอน้อยลง

แม้แต่ผู้ใช้พีซีทั่วไปก็ยังได้ประโยชน์จากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของแพลตฟอร์ม Intel® Core™ i5+ และ i7+ เจนเนอเรชั่น 8 ดาวน์โหลดวัสดุทางการตลาดที่โปรโมทพีซีที่ปรับมาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

แสดงให้ลูกค้าที่เป็นนักเล่นเกมเห็นว่าแพลตฟอร์ม Intel® Core™ i7+ ช่วยให้พวกเขาติดตั้งเกมบน HDD ความจุสูงและเล่นเกมด้วยความเร็วระดับ SSDได้ และสามารถติดตั้งเกมใหม่หรือด่านใหม่ได้โดยที่ไม่ต้องล้างพื้นที่จัดเก็บข้อมูลความเร็วสูงก่อน

 

Server (เซิร์ฟเวอร์) คืออะไร

Server (เซิร์ฟเวอร์) คือคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่งที่มีไว้สำหรับเก็บข้อมูลเพื่อแสดงเว็บไซต์
ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริการของ Server มีดังนี้

■ Client (ลูกข่าย)
คือฝ่ายที่ร้องขอข้อมูลเว็บไซต์จากServer
■ Request (ร้องขอ)
คือการกระทำที่ร้องขอข้อมูลเว็บไซต์โดยที่ฝ่าย Client (ลูกข่าย) เป็นผู้ร้องขอ
ก่อนอื่นจะอธิบายเกี่ยวกับการบริการของ Server ดังนี้
Server ทำหน้าที่ส่งข้อมูลเว็บไซต์ให้กับ Client (ลูกข่าย) ที่ร้องขอเว็บไซต์มา
หากมี Request สิ่งใดจาก Client เข้ามา Server จะให้บริการสิ่งนั้น และแสดงข้อมูลของเว็บไซต์นั้นบน Browser
แท้จริงแล้ว Server (เซิร์ฟเวอร์) มาจากคำว่า Serve (เสริฟ์) ซึ่ง โดยจะทำหน้าที่เป็นบริกร ค่อยบริการสิ่งต่างๆตามคำเรียกร้องหรือตามคำสั่ง
นอกจากนี้ความหมายของคำว่า Server ก็มีหลายความหมายเช่น WEB Server, File Server, Mail Server, DNS Server, FTP Server เป็นต้น ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับการใช้งานและความเข้าใจเกี่ยวกับ Server ที่แตกต่างกันไป
ในบทความนี้เราขออธิบายถึงเรื่อง Server เพียงอย่างเดียว

Physical Server กับ Virtual Server
Physical Server คือรูปแบบ Server ที่เป็นรูปธรรมสามารถจับต้องได้และมีอยู่จริง เป็น Server จริงๆ
Virtual Server คือรูปแบบ Server ที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถจับต้องได้ อธิบายอย่างง่ายก็คือ Server เสมื่อน หรือ Server จำลองนั้นเอง แต่มีหน้าที่หรือการทำงานเหมื่อน Server จริงทุกประการ

Server Virtualization
คือการนำ Server จริง 1 เครื่องมาจำลองเป็นเซิร์ฟเวอร์เสมื่อนหลายๆเครื่อง

ประเภทของ Server

Shared Server
ลักษณะ : Physical Server
ข้อดี : ค่าบริการถูก, ใช้งานง่าย
ข้อด้อย : หากเกิดปัญหากับเว็บไซต์ที่อยู่ใน Server เดียวกัน ก็จะส่งผลกระทบกับเว็บไซต์อื่นๆเช่นกัน, ไม่สามารถเพิ่มโปรแกรมอื่นๆนอกเหนือจากโปรแกรมที่มีไว้เพื่อรองรับ
รายละเอียด : Shared server คือ Server ที่ถูกแบ่งพื้นที่เพื่อใช้งานรวมกับ เว็บไซต์อื่นๆ
เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่รองรับการใช้งานของโปรแกรมต่างๆที่ Shared Server มีเท่านั้น หากต้องการลงโปรแกรมเพิ่มเติม นอกเหนืองจากโปรแกรมที่มีไว้รองรับนั้นๆไม่สามารถทำได้
Dedicated server
ลักษณะ : Physical Server
ข้อดี : สามารถใช้พื้นที่ทั้งหมดที่ Server มีได้อย่างเต็มที่, สามารถเลือกลงโปรแกรม และจัดสรรทรัพยากรภายในตามที่ต้องการได้อย่างอิสระ
ข้อด้อย : ราคาแพง, มีขนาดใหญ่เกินไปซึ้งไม่เหมาะสำหรับบางเว็บไซต์
รายละเอียด : Dedicated Server เป็น Server ที่ไม่แบ่งพื้นที่ให้กับผู้เช่ารายอื่น และยังสามารถใช้พื้นที่ทั้งหมดของ server นั้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
เหมาะสำหรับบริการที่ต้องการใช้พื้นที่ค่อนข้างเยอะ
อีกทั้งยังสามารถเลือกลงหรือเพิ่มโปรแกรมต่างๆได้อย่างอิสระ ทั้งนี้ผู้ใช้บริการต้องมีความชำนาญเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมต่างๆได้เป็นอย่างดี
แต่การเช่าพื้นที่แบบ Dedicated Server นั้นจะมีราคาแพง เนื่องจากเป็นการเช่าใช้ทั้ง Server

VPS (Virtual Private Server)
ลักษณะ : Virtual Server
ข้อดี : หากตัวใดตัวนึงเกิดปัญหาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตัวอื่นนั้นมีน้อยมาก, ราคาถูกกว่า Dedicated Server
ข้อด้อย : ต้องมีความรู้ความชำนาญในการบริหารจัดการ Server ระบบจะล่มได้ก็ต่อเมื่อ Server มีปัญหา, ความยุ่งยากในการลงโปรแกรมหรือการใช้โปรแกรมต่างๆ ต้องมีผู้ชำนาญที่ทำหน้าที่ในส่วนนี้ค่อยดูแล
รายละเอียด : VPS (Virtual Private Server) คือ server เสมื่อน มีหน้าที่เหมื่อนกับ server ทุกประการ แต่เป็นนามธรรมนั้นเอง คือไม่สามารถจับต้องสัมผัสได้ เป็นการจำลองขึ้นมาเพื่อให้สามารถใช้งานได้เหมื่อน server ตามรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้ทุกประการ โดยจะแบ่งพื้นที่จาก1 Server ออกเป็น Server ย่อยอีกหลายๆ Server ที่เรียกว่า vps หรือเสริฟ์เวอร์จำลอง หาก vps ตัวใดตัวนึงเกิดปัญหาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตัวอื่นนั้นมีน้อยมาก
เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการลดหรือเพิ่มพื้นที่สำหรับบริการได้ตามที่ต้องการ เช่นระยะเริ่มแรกอาจจะใช้พื้นที่น้อยสำหรับฝากเว็บไซต์และข้อมูลต่างๆ หลังจากนั้นหากต้องการเก็บข้อมูลเว็บไซต์มากขึ้นก็สามารถเพิ่มขนาดพื้นที่บริการได้

Cloud Server
ลักษณะ : Virtual Server

ข้อดี : เพิ่มขนาดการให้บริการให้ตามอัตโนมัติ หากมีการเรียกดูเว็บไซต์มากกว่าจำนวนเดิมที่คาดคะเนไว้ ความเสี่ยงที่จะเกิดระบบล่มมีน้อยมาก
ข้อด้อยมีราคาสูง, ต้องมีผู้ชำนาญด้านโปรแกรมต่างๆคอยดูแล, รวมถึงต้องบริหารจัดการเรื่องต่างๆเองทั้งหมด
รายละเอียด : Cloud Server คือการนำ Server หลาย Server มาเชื่อมต่อกันและทำงานร่วมกัน cloud server มีประสิทธิภาพการทำงานสูง เมื่อต้องการเรียกดูข้อมูลหรือเว็บไซต์ Server ทุกตัวจะช่วยกันประมวลผลต่างๆตามขั้นตอนจนเสร็จ หากเกิดปัญหาหรือความผิดพลาดกับ Server ตัวใดตัวนึง Server ตัวอื่นๆก็จะทำหน้าที่ประมวลผลตามคำสั่งนั้นจนเสร็จ
เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการพื้นที่สำหรับรองรับการเรียกใช้บริการของ user ในช่วงเวลาที่ต้องการ การติดต่อเข้ามายังเว็บไซต์เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีบริการเพิ่มขนาดพื้นที่โดยอัตโนมัติเพื่อรองรับการใช้บริการตามขนาดบริการหรือตามจำนวนคนที่เข้ามาใช้บริการยังเว็บไซต์

วิธีการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์

การพิจารณาเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ เป็นขั้นตอนสำคัญซึ่งเราควรทำความเข้าใจก่อนศึกษาเรื่องอื่นซึ่งเนื้อหาในบทนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือการเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ และการเลือกซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์บางชิ้นในกรณีที่เราต้องการซื้ออุปกรณ์มาประกอบเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เอง หรือเราต้องการอัพเกรดอุปกรณ์บางชิ้นภายในเครื่อง เช่น ต้องการซื้อฮาร์ดดิสก์ตัวใหม่ที่มีความจุมากกว่าเดิม หรือซื้อแรมมาเพิ่มให้ประมวลผลได้เร็วยิ่งขึ้น เป็นต้น เนื้อหาในส่วนนี้จะให้รายระเอียดและขั้นตอนในการเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เราได้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด และไม่ถูกหลอกในการเลือกซื้อ โดยพอสรุปขั้นตอนที่เราควรคำนึงถึงเป็นแผนภาพดังต่อไปนี้



ลักษณะการใช้งานของเครื่องคอมพิวเตอร์
 ขั้นตอนแรกที่เราควรพิจารณาในการเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ นั่นคือต้องการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้งานอะไร เป็นต้นเพื่อที่เราจะสามารถเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับการใช้งานโดยเราจะแบ่งระดับผู้ใช้งานเป็น 3 ประเภท คือ
1. Basic User ได้แก่ ผู้ใช้โปรแกรมประเภท Windows 95/98/Me,Ms Office และดูหนังฟังเพลง
2. Power User ได้แก่ ผู้ใช้งานด้านกราฟฟิกและเล่นเกม เช่น โปรแกรม Photoshop ,AutoCAD
3. Graphic User ได้แก่ ผู้ที่ใช้งานด้านกราฟฟิกเป็นหลัก เช่น โปรแกรม Photoshop,AutoCAD และ 3D Studio Max ตารางข้างล่างจะเป็นตัวอย่างในการเลือกอุปกรณ์ในการใช้งาน

โดยแบ่งตามระดับผู้ใช้งานดังนี้


ระดับผู้ใช้
ซีพียู

ขนาดแรม (MB)
ความเร็วแรม(MHz)

Basic User
Intel Celeron 400-500 MHz AMD K6 350-500 MHzCyrix MII 350 MHz ขึ้นไป
32 หรือ 64
66 หรือ 100
Power User
Intel Pentium III 400 MHz ขึ้นไป AMD K6 III 400 MHz ขึ้นไปCyrix M II 450 MHz หรือ Cyrix M III
64
100
Graphic User
Intel Pentium III 600 MHz ขึ้นไป หรือ AMD k7 600 ขึ้นไป
 128
100 หรือ 133

สเป็คของเครื่องคอมพิวเตอร์

เมื่อเราทราบถึงลักษะการใช้งานของเครื่องแล้ว ต่อมาเราจะพิจารณาถึงสเป็ค ของเครื่อง ซึ่งเราควรดู สเป็คของเครื่องคอมพิวเตอร์ว่าเป็นอย่างไร มีความเหมาะสมหรือตรงตามวัตถุประสงค์ในการใช้งานหรือไม่ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์มีส่วนประกอบหลักๆที่ควรพิจารณามีดังนี้หน่วยประมวลผล (CPU) ว่าเป็นรุ่นใด เช่น Celeron Pentium II Pentium III และ CPU เหล่านี้มีความเร็วในการทำงานเท่าไหร่มีหน่วยความจำหลัก (RAM) ว่ามีขนาดและความเร็วเท่าไหร่ เช่น แรมขนาด 64 MB มีความเร็วในการทำงาน 100 MHzฮาร์ดดิสก์มีขนาดเท่าไหร่ มียี่ห้อหรือเป็นชนิดใดและมีความเร็วในการถ่ายเทข้อมูลเท่าไหร่ใช้เมนบอร์ดรุ่นไหนมีการ์ดจอยี่ห้อหรือรุ่นอะไร และมีหน่วยความจำในการ์ดจอเท่าไหร่มีการ์ดเสียงและลำโพงยี่ห้อหรือรุ่นอะไร ฯลฯ ซึ่งตัวอย่างต่อไปนี้ เป็นสเป็คตัวอย่างของเครื่องในใบเสนอราคาจากร้านค้าแห่งหนึ่ง
 37,343 บาท หรือ2,059 บาท/เดือน x 24 เดือนIntel Pentium III 600MHzChipset Intel Mainboard64MB SDRAM (100MHz) Memory15GB Hard Disk Ultra DMA 661.44MB Floppy Disk DriveMedium Twer 250w ATX Case125 WATT Stereo Speaker50X CD-ROM Drive108 Key KeyboardPS/2 Mouse and Mouse pad15″ Digital Control Samsung Monitor

ตารางต่อไปนี้จะอธิบายรายละเอียดสเป็คของเครื่องจากโบร์ชัว

  • สเป็คของเครื่อง
  • คำอธิบาย
  • Intel Pentium III 600 MHz
  • ซีพียู Intel รุ่น Pentium III ความเร็ว 600 MHz
  • Chipset Intel Mainboard
  • ใช้ Mainboard ที่ทำงานด้วยชิบเซ็ต จาก Intel
  • 64 MB SDRAM (100 MHz) Memory
  • หน่วยความจำขนาด 64 MB ทำงานที่ความเร็ว 100 MHz
  • 15 GB Hard Disk Ultra DMA 66
  • ฮาร์ดดิสก์ขนาด 15 GB ชนิดที่มี ความเร็วในการถ่ายเทข้อมูลแบบ Ultra DMA 66 เมกะไบต์ต่อวินาที
  • 1.44MB Floppy Disk Drive
 ฟล็อปปี้ดิสก์ไดร์ฟขนาด 3.5 นิ้วใช้งานกับแผ่นดิสก์เก็ต 1.44MB
  • Medium Tower 250w ATX Case
  • เคสขนาดกลาง 250 w ใช้กับบอร์ด ATX
120 Watts Stereo Speaker
  • ลำโพงสเตอริโอขนาด 120 วัตต์
  • 50X CD-ROM Drive
เครื่องอ่านซีดีรอมความเร็ว 50 เท่า
  • 108 Key Keyboard
คีย์บอร์ด 108 Key
  • PS/2 Mouse and Mouse pad
เมาส์ขั้วต่อ PS/2 และแผ่นรองเมาส์
  • 15″Digital Control Samsung Monitor
จอภาพขนาด 15 นิ้วระบบดิจิตอล ยี่ห้อ Samsung

ราคาของเครื่องคอมพิวเตอร์ จากตัวอย่างดังกล่าว การที่เราจะเข้าใจใบเสนอราคาเครื่อง ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแต่ผู้ใช้ควรมีพื้นฐานภาษาอังกฤษ เพราะใบเสนอราคาเครื่องโดยทั่วไปจะใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด ปัญหาพื้นฐานของผู้ใช้มือใหม่ที่มักจะสับสนว่า อะไรคือชื่อยี่ห้อ อะไรคือชื่ออุปกรณ์ เพราะมองในใบเสนอราคามีแต่ภาษาอังกฤษทั้งนั้น วิธีการแก้ปัญหาคือ การหาชื่ออุปกรณ์ ซึ่งชื่ออุปกรณ์จะใช้คำหลักๆเหล่านี้เสมอ เช่น Mainboard, RAM, Monitor, Keyboard, Mouse ส่วนรายละเอียดอื่นๆที่มีเพิ่มเติม ก็มักจะเป็นยี่ห้อของอุปกรณ์นั้น (ถ้ารายละเอียดเป็นตัวอักษร) เป็นความเร็ว ความจุขนาดของอุปกรณ์นั้น (ถ้ารายละเอียดเป็นตัวเลข)ส่วนรายละเอียดที่แตกต่างจากตัวอย่างที่นำเสนอนั้นจะมีอยู่ไม่มากแล้ว เราสามารถสอบถามจากร้านค้านั้นๆได้
ในปัจจุบันอุปกรณ์หรือเครื่องมีราคาไม่แน่นอน ดังนั้นก่อนซื้อเครื่องเราควรหาข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจว่าเราจะซื้อรุ่นไหน ยี่ห้ออะไร โดยการอ่านข้อมูลในหนังสือหรือการเดินสำรวจตามร้านต่างๆ พร้อมหยิบโบว์ชัวหรือใบเสนอราคา เพื่อนำมาเปรียบเทียบสเป็คและราคาว่าเป็นอย่างไรและราคานี้ยังขึ้นอยู่กับลักษณะของการซื้อด้วย
ซึ่งในปัจจุบันเราแบ่งลักษณะของการซื้อคอมพิวเตอร์เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มผู้ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แบบมียี่ห้อ หรือเครื่องแบรนด์เนม (Brand Name) ซึ่งเป็น แบรนด์เนมทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ เช่น Intel,Acer, IBM , Atec, Powell, Success PC เป็นต้น

ข้อดี คือการได้เครื่องที่มีคุณภาพสูง อุปกรณ์ต่างๆถูกคำนวณและปรับแต่งด้วยวิศวกรที่ชำนาญ เพื่อให้ประสิทธิภาพเครื่องโดยรวมมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังมีการประกันและบริการหลังการขายเป็นอย่างดี (ในบางครั้งอาจมีการฝึกอบรมการใช้เครื่องหรือโปรแกรมแก่ผู้ใช้ด้วย)และเมื่อเครื่องเสียจะซ่อมได้ง่ายเนื่องจากช่างรู้อุปกรณ์ต่างๆเป็นอย่างดี
ข้อเสีย คือเครื่องมีราคาแพงที่สุดและเลือกสเป็คตามต้องการไม่ได้ (เพราะว่าสเป็คได้ถูกกำหนดมาแล้วเป็นชุด) เนื่องจากการดูแลรักษาง่าย มีปัญหาน้อยที่สุด ดังนั้น การซื้อเครื่องแบบนี้จะเหมาะกับผู้ซื้อไม่มีประสบการณ์ในการใช้เครื่องและมีทุนทรัพย์เพียงพอและเหมาะกับองค์กรที่ใช้เครื่องเป็นจำนวนมาก
2.กลุ่มผู้ซื้อเครื่องประกอบตามใบสั่งจากร้าน
ข้อดี
คือสามารถกำหนดสเป็คและรุ่นได้ ราคาถูก (ส่วนการรับประกันและบริการหลังการขายขึ้นกับทางร้าน) สามารถจำกัดงบได้
ข้อเสีย คือ การประกอบเครื่องอาจเป็นเพียงการนำอุปกรณ์ตามที่เรากำหนดสเป็คไว้มาประกอบรวมกันเท่านั้น ไม่ได้คำนวณและปรับแต่งเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งกว่านั้นถ้าเราไม่มีความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์นั้น เราอาจได้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพเพียงพอหรือได้สินค้าปลอม และเมื่อเครื่องเสียต้องยกมาที่ร้านเอง
3.กลุ่มผู้ซื้อเครื่องประกอบโดยนำมาประกอบเอง
ข้อดี คือ ได้อุปกรณ์ที่ดีมีคุณภาพเพราะเป็นอุปกรณ์ใหม่แกะกล่อง แน่ใจได้เลยว่าไม่ใช่สินค้าปลอม สามารถเลือกรุ่น และยี่ห้อได้เช่นเดียวกับแบบสั่งประกอบ แต่เลือกได้หลากหลายกว่า และอาจซื้อได้ถูกกว่าอีกด้วย
ข้อเสีย คือ ราคาโดยรวมอาจจะสูงกว่าซื้อตามใบสั่งบางรายการ เพราะอุปกรณ์ที่ได้จะดีกว่าและผู้ซื้อต้องเสียเวลาในการประกอบเครื่องเองและติดตั้งโปรแกรมด้วยตนเอง “คอมพิวเตอร์มีขายเยอะแยะ ทำไมต้องประกอบเอง” คำตอบง่ายๆก็คือ ก็เพราะว่าเครื่องที่ประกอบใช้เองนั้นราคาประหยัดกว่า สามารถเลือกสเปคและยี่ห้ออุปกรณ์ได้ตามความพอใจ และที่สำคัญคือเลือกได้ทันสมัยกว่าเครื่องแบรนด์เนมทั่วไปอีกด้วย

การรับบริการหลังการขาย
สิ่งที่เราควรคำนึงถึงก่อนตัดสินใจในการซื้อที่มีความสำคัญเท่า ๆ กับราคาและสเป็คก็คือบริการหลังการขาย เพราะเมื่อเครื่องมีปัญหาในการทำงาน และทางร้านรับประกันเครื่อง เราสามารถรับบริการได้ตามการประกันนั้น เช่น การซ่อมแซม เป็นต้น ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
รูปแบบในการรับประกันในปัจจุบันนี้รูปแบบการรับประกันมี 2 แบบ คือ
1. การรับประกันสินค้าแบบรวมค่าแรง เป็นลักษณะที่เมื่อเครื่องเกิดปัญหาทางร้านยินดีไปรับมาซ่อมและนำส่งเมื่อซ่อมเสร็จแล้วโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ โดยส่วนมากจะเป็นร้านที่มีชื่อเสียงและสินค้าที่รับประกันจะเป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพ เช่น สินค้าที่มี Brand name ต่างๆ และมีราคาค่อนข้างแพง
2. การรับประกันแบบไม่รวมค่าแรง เป็นลักษณะที่เมื่อเครื่องเกิดปัญหาเราต้องนำเครื่องไปซ่อมเองที่ร้านและรับกลับเองเมื่อซ่อมเสร็จ และบางครั้งอาจมีการคิดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมด้วย ซึ่งการรับประกันแบบนี้จะใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ราคาถูกทั่วไปหรือการซื้อเครื่องมาประกอบเองสำหรับการเลือกบริการหลังการขายนี้เราต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าแบบใดจึงจะเหมาะสมกับเครื่อง และลักษณะของการใช้งานแบบไหน ถ้าเป็นการใช้งานเกี่ยวกับโปรแกรมกราฟฟิกหรือโปรแกรมที่มีความซับซ้อน (ระดับ Graphic User) เราควรเลือกรูปแบบการรับประกันสินค้าแบบรวมค่าแรง เพราะนอกจากที่เราจะได้สินค้าที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีแล้ว เมื่อเครื่องหรืออุปกรณ์มีการขัดข้องก็สามารถรับบริการหลังการขายตลอดระยะเวลาในการรับประกันได้ถ้าหากเราเลือกแบบไม่รวมค่าแรงเมื่อเครื่องขัดข้องหรือมีปัญหา เราจะต้องนำเครื่องไปที่ร้านเองทุกครั้งและเสียค่าใช้จ่ายมากด้วย เนื่องจากเป็นโปรแกรมที่มีความซับซ้อนในการใช้งานกว่า ความเสียหายอาจจะมากกว่าเครื่องที่ใช้งานแบบธรรมดา ระยะเวลาในการรับประกัน ในการรับประกันสินค้านั้นทางร้านจะกำหนดระยะเวลาในการประกันด้วย โดยส่วนมากเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีการประกัน 1 ปี แต่ถ้าเราซื้อเครื่องแบบประกอบเราควรจะต้องทราบก่อนว่าอุปกรณ์แต่ละตัวมีการประกัน และมีระยะการรับประกันอย่างไร
ซึ่งรายละเอียดของการรับประกันอุปกรณ์แต่ละตัวแสดงดังตาราง
อุปกรณ์
ระยะเวลาในการประกัน*
ฮาร์ดดิสก์
3 ปีสำหรับตัวแทนภายในประเทศ (เช่น ตัวแทนจำหน่วยฮาร์ดดิสก์ Quantum และ Seagate เป็นต้น) 1 ปีสำหรับผู้นำเข้าที่ไม่ใช่ตัวแทนจำหน่ายในประเทศ

หน่วยประมวลผล (CPU)
3 ปีสำหรับซีพียูที่นำเข้าภายในประเทศ1 ปีสำหรับซีพียูที่นำเข้าโดยพ่อค้ารายย่อย

หน่วยความจำ (RAM)
รับประกัน 1 ปี (หรือตลอดอายุการใช้งานซึ่งขึ้นอยู่กับยี่ห้อของหน่วยความจำ)


เมนบอร์ด
รับประกัน 1 ปี

การ์ดแสดงผล
รับประกัน 1 ปี

แหล่งจ่ายไฟ (Power supply)

รับประกัน 1 ปี

*ระยะเวลาในการรับประกันอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นควรมีการเช็คดูก่อนเสมอดังนั้น เราควรจะรักษาสติกเกอร์ให้ดีเพราะถ้าหากสติกเกอร์มีรอยฉีกขาด (หรือในกรณีที่สติกเกอร์ลอกจะเกิดรอยเป็นตัวอักษรคำว่า ” Void”) หรือมีการแกะสติกเกอร์ออกไม่ว่าจะกรณีใดๆ ทั้งสิ้นทางร้านจะถือว่าการรับประกันสิ้นสุดลง จากเหตุผลข้างต้นเราจึงควรตรวจสอบด้วยว่าผู้ขายได้ติดสติกเกอร์ในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือไม่เช่น ถ้าติดสติกเกอร์ในตำแหน่งที่หลุด หรือมีรอยได้ง่าย ในขณะที่เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์หรือขณะย้ายเครื่องเราควรแจ้งให้เปลี่ยนตำแหน่งใหม่ ซึ่งตำแหน่งที่จะติดสติกเกอร์ควรเป็นตำแหน่งที่หลีกเลี่ยงการเสียดสีหรือการสัมผัสบ่อย ๆ
เมื่อเครื่องเสียหรือต้องการเปลี่ยนอุปกรณ์เราควรแจ้งทางร้านที่รับประกัน เราไม่ควรจะถอดตัวถังของซีพียูเองเนื่องจากผู้รับประกันอาจจะไม่รับประกันเพราะมีรอยเสียหายหรือการถอดเปลี่ยนอุปกรณ์

การตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆในเครื่องคอมพิวเตอร์
เมื่อเราได้เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ แล้วก่อนที่จะออกร้านเราควรเช็คหรือตรวจสอบเครื่องก่อน เพื่อตรวจดูว่าเครื่องที่ได้ตรงตามสเป็คและมีการชำรุดหรือไม่ ซึ่งมีวิธีการตรวจสอบ 3 วิธีดังนี้

1. การตรวจสอบโดยเปิดฝาเครื่อง โดยการเปิดฝาเครื่องออกมาเพื่อดูส่วนประกอบภายในเครื่องเป็นการตรวจที่ง่ายที่สุด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้เราทราบเพียงว่าส่วนประกอบของเครื่องมีอะไรบ้าง แต่ไม่สามารถเช็คการทำงานของอุปกรณ์นั้นๆ ได้ ว่าทำงานได้จริงและมีความถูกต้องหรือไม่
2. การตรวจสอบด้วยวินโดวส์ โดยการใช้โปรแกรมพิเศษในการตรวจ (เช่น Norton Utilities) หรือใช้Control Panel ที่มีอยู่แล้วในเครื่องก็ได้ ซึ่งวิธีนี้สามารถตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ได้
3. การตรวจเครื่องด้วยไบออส เป็นกระบวนการที่ตรวจสอบฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ภายในเครื่องทุกครั้งที่เปิดเครื่องขึ้นมา เช่น หน่วยประมวลผล (CPU) หน่วยความจำ (RAM) ส่วนของอุปกรณ์ในการจัดเก็บข้อมูล อุปกรณ์ต่อพ่วงภายนอกและการ์ดที่ติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อดูว่าฮาร์ดแวร์เหล่านี้สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องหรือไม่หรือมีความขัดข้องในการทำงาน และเป็นวิธีที่เราสามารถเช็คว่า ได้เครื่องตามสเป็คหรือไม่ ถึงแม้ว่าการตรวจด้วยวิธีนี้จะไม่ละเอียดมากนักแต่ก็ทำการตรวจได้รวดเร็วดังนั้นจึงเหมาะในการตรวจดูเครื่องก่อนออกจากร้านสำหรับการตรวจเครื่องโดยใช้ไบออสนั้นทำได้ง่าย เพราะหลังจากที่เราเปิดเครื่องขึ้นมาไบออสจะนำกระบวนการ POST (Power On Self Test) มาตรวจสอบฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ว่าอุปกรณ์เหล่านี้สามารถทำงานได้ถูกต้องหรือไม่ และแสดงข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในเครื่องให้เราทราบ
ซึ่งถ้าหากเราพบว่าไม่ถูกต้องก็ให้แจ้งกับทางร้านให้ทราบก่อนนำออกจากร้านเพื่อทำการแก้ไขข้อผิดพลาดนั้น ๆในกรณีที่เราสังเกตไม่ทันไม่ควรปิดเครื่องในระหว่างที่วินโดวส์กำลังบู๊ต เพราะจะทำให้วินโดวส์มีปัญหาในการทำงานภายหลังได้ เราควรปิดเครื่องก่อนที่เครื่องจะเข้าสู้ขั้นตอนการบู๊ตของวินโดวส์หรือรอให้วินโดวส์บู๊ตเสร็จก่อนแล้วจึง Restart เพื่อเริ่มการสังเกตข้อความที่แสดงโดยไบออสอีกครั้ง

เมื่อเราเปิดเครื่องขึ้นมา โดยทั่วไปที่หน้าจอของเครื่องจะปรากฏหน้าจอ 3 หน้าจอ โดยที่
หน้าจอแรก จะแสดงข้อมูลของการ์ดแสดงผล ที่หน้าจอแรกนี้จะแสดงข้อมูลของการ์ดแสดงผลที่ใช้ในเครื่อง ได้แก่ ยี่ห้อ, รุ่นของชิป CPU, ชนิดของ Slot ติดตั้ง, ขนาดของแรมบนการ์ด,เวอร์ชันของ BIOSที่ใช้บนการ์ด
หน้าจอที่สอง จะแสดงการตรวจสอบสถานะของเครื่อง (Power On Self Test) โดยเริ่มจากมีเสียง Beep ดัง 1 ครั้ง แสดงว่าเครื่องทำงานปกติ (แต่ถ้าได้ยินเสียงดังมากกว่า 1 ครั้ง ให้รีบปิดเครื่องทันที) จากนั้นเครื่องจะเริ่มตรวจนับแรมรุ่นและความเร็วของซีพียู ต่อไปก็จะทำการตรวจสอบฮาร์ดดิสก์ และซีดีรอมไดรว์ต่อไป
หน้าจอที่สาม จะแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการตรวจสอบ ที่หน้าจอนี้จะแสดงอุปกรณ์ เช่น รุ่นและความเร็วของซีพียู ขนาดของหน่วยความจำ Cache ฟล็อปปี้ดิสก์ไดรว์ รุ่นของฮาร์ดดิสก์ และซีดีรอมไดรว์ เป็นต้น

เครดิต : www.gotoknow.org/posts/255002

ระบบตัดแสงสว่างจ้า HLC

High light Compensation(HLC) เป็นฟังก์ชั่นในสภาวะที่เราจะสังเกตเห็นว่าในกล้องวงจรปิดทั่วๆไปนั้น หากว่าเรา หันหน้ากล้องเข้าหาแสงสว่างมากๆภาพที่เราได้ออกมานั้นจะมืด ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่เราใช้กล้องวงจรปิดส่องป้ายทะเบียนหน้า รถในตอนกลางคืนซึ่งตัวกล้องเองจะถูกแสงไฟจากหน้ารถส่องสวนเข้ามา ทำให้กล้องไม่สามารถที่จะมองเห็นหมายเลขของป้ายทะเบียน ได้แต่ด้วยฟังค์ชั่น HLC นี้จะช่วยลดแสงสว่างมากเกินไป ทำให้เราสามารถมองเห็นรายละเอียดวัตถุได้มากขึ้น ซึ่งจากตัวอย่าง ในภาพจะเห็นว่าเราสามารถที่จะมองเห็นป้ายทะเบียนรถได้ดีขึ้นครับHLC จะมีทั้งแบบที่ เป็นเซ็นเซอร์ไปตัดแสงที่สว่างจ้ากลายเป็นสีดำ (รูปที่ 1)  และ HLC แบบที่ลดแสงจ้าโดยรวมลง จะได้รายละเอียดของภาพมากขึ้น (รูปที่2)ทั้งนี้ระบบ HLC เป็นการพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยในการลดแสงสว่างจ้าให้ได้รายละเอียดของภาพมากขึ้นครับ

ติดตั้งกล้องวงจรปิดใช้อะไรบ้าง?

ติดตั้งกล้องวงจรปิดใช้อะไรบ้าง?


กล้องวงจรปิด (CCTV Camera)
คำว่ากล้องนั้นก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าอุปกรณ์ตัวนี้ใช้สำหรับ ถ่ายภาพ ซึ่งความชัดของภาพก็อยู่ที่อุปกรณ์ตัวนี้เป็นหลัก โดยกล้องวงจรปิดในปัจจุบันนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทก็คือ กล้องวงจรปิดแบบอนาล็อก (Analog Camera) และกล้องวงจรปิดแบบเน็ตเวิร์ค (Network Camera) หรือกล้องแบบ IP Camera กล้องวงจรปิดนั้นมีหลายเกรดซึ่งคุณภาพ ของมันจะต่างกันที่ เลนส์ เซ็นเซอร์รับแสง แผงวงจรปิด และตัวบอดี้ของกล้อง ยิ่งของเกรดดีก็จะยิ่งมีความ ทนทานสูงและได้ภาพที่คมชัดอีกด้วย

จอภาพ (Monitor)
แน่นนอนว่าถ้าเราไม่มีจอภาพก็จะมองไม่เห็นภาพที่ได้จากกล้องวงจรปิด หรับสำหรับจอภาพที่จะนำมาใช้กับกล้องวงจรปิดนั้นอาจจะเป็นจอโทรทัศน์, LCD TV หรือจอของ คอมพิวเตอร์ก็ได้ ในปัจจุบันกล้องวงจรปิดนั้นสามารถรองรับช่องต่อภาพแบบ VGA, HDMI, DVI และ RCA โดยแล้วแต่รุ่นว่าจะรองรับการเชื่อมต่อแบบไหน ก่อนจะซื้อหรือติดตั้งกล้องวงจรปิดเราต้อง ตรวจสอบในจุดนี้ก่อน

เครื่องบันทึกภาพ (DVR) 
ทำหน้าที่บันทึกภาพที่ได้จากกล้องวงจรปิด และเป็นตัวกลางในการ ส่งภาพต่อไปยังจอภาพอีกทีหนึ่ง ตัวเครื่องนี้จะเป็นตัวควบคุมทุกอย่างเช่น การดูภาพย้อนหลัง การกำหนดค่าต่างๆ การเซ็ตระบบออนไลน์ ส่วนระยะเวลาในการบันทึกภาพนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของ HDD ที่อยู่ภายในและการตั้งค่าความละเอียดในการบันทึกภาพ ยิ่งบันทึกภาพความละเอียดสูงก็ยิ่งใช้พื้นที่ในการ เก็บข้อมูลเยอะตาม ดังนั้นเราควรตั้งความละเอียดที่เหมาะสมเพื่อยึดระยะในการเก็บข้อมูลให้นานขึ้น

สายสัญญาณ (Cabling)
ใช้สำหรับส่งสัญญาณภาพจากตัวกล้องวงจรปิดมายังเครื่องบันทึก ซึ่งโดยทั่วไปกล้องวงจรปิดแบบอนาล็อกจะใช้สาย Coaxial แบบ RG6 ส่วนกล้องวงจรปิดแบบ IP Camera นั้นจะส่งสัญญาณแบบดิจิตอลจึงใช้สายแบบ UTP หรือที่เรียกๆ กันว่าสาย Lan

อุปกรณ์จ่ายไฟเลี้ยง (Power)
เครื่องบันทึกภาพและตัวกล้องวงจรปิดเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องมีไฟเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา บางรุ่นใช้ไฟ 12 Volt ก็จะต้องใช้อแดปเตอร์ในการแปลงไฟ แต่บางรุ่น ที่ใช้ไฟขนาด 220Volt ก็สามารถเสียบปลั๊กไฟตามบ้านได้ทันที

เครื่องสำรองไฟ (UPS)
สำหรับอุปกรณ์ตัวนี้จะมีหรือไม่มีก็ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการ ในเวลาที่ไฟดับแล้วไม่มีเครื่องสำรองไฟทั้งกล้องวงจรปิดและเครื่องบันทึกก็จะดับตามไปด้วย ถ้าเราไม่มีปัญหาเรื่องกล้องวงจรปิดดับก็ไม่จำเป็นต้องใช้แต่ในบางสถานที่กล้องวงจรปิดจะต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง จึงต้องนำเครื่องสำรองไฟมาใช้งาน และอีกปัญหาหนึ่งถ้าไฟดับ ไฟตก ไฟกระชาก บ่อย ๆ จะทำให้ ตัว HDD เกิดความเสียหายได้
อุปกรณ์ที่ได้กล่าวมาทั้งหมดถือเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในระบบกล้องวงจรปิดที่ควรจะมี เมื่อมีอุปกรณ์ครบ แล้วระบบกล้องวงจรปิดก็พร้อมที่จะทำงานเฝ้าระวังเหตุการณ์ และบันทึกภาพเก็บเอาไว้เป็นหลักฐานในการ เอาผิดคนร้ายได้

ความแตกต่างระหว่าง H264 และ H264+

ความแตกต่างระหว่าง H264 และ H264+
สำหรับบทความนี้ ได้มีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นมาคือ H.264+ ซึ่งแน่นอนว่า H264+ นี้ ต้องดีกว่า H264 แบบเดิมแน่นอน
H264 + นั้น มีการปรับปรุงการเข้ารหัสที่ดีขึ้น ทำให้การถ่ายโอนข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น 20 – 50 % จาก H264
ซึ่งจะช่วยลดพื้นที่ในการจัดเก็บลดไปได้มาก ทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากขึ้น พื้นที่จัดเก็บจะมีปริมาณน้อยลงด้วยคุณภาพของภาพที่เท่าเดิม

ตารางเปรียบเทียบการจัดเก็บข้อมูล
Network Traffic

H.264+ H.264 Saved Storage
Still Scene 16158 Kbps 40822 Kbps 60.42%
Moving Scene 37351 Kbps 47338 Kbps 21.10%

จากตารางจะเห็นว่า การจัดเก็บข้อมูลในซีนที่อยู่นิ่ง จะเห็นว่า H.264+ มีอัตราการจัดเก็บน้อยกว่า H.264 ถึง 60 %
และซีนที่มีการเคลื่อนไหว  H.264 + มีอัตราการจัดเก็บน้อยกว่า H.264 ถึง 21 %

ตารางเปรียบเทียบการใช้งานเครือข่าย
Network Traffic

H.264+ H.264 Saved Bandwidth
Still Scene 180 Kbps 300 Kbps 40.00%
Moving Scene 790 Kbps 950 Kbps 16.84%

จากตารางจะเห็นว่า การใช้งาน Network ในซีนที่อยู่นิ่ง จะเห็นว่า H.264+ มีอัตราการใช้งานน้อยกว่า H.264 ถึง 40 %

และซีนที่มีการเคลื่อนไหว  H.264+ มีอัตราการใช้งานน้อยกว่า H.264 ถึง 16 %

 

อินฟราเรดรุ่นใหม่ IR Array LED ดีอย่างไร
เป็นเทคโนโลยีการให้แสงสำหรับกล้องวงจรปิดแบบล่าสุด ให้แสงจาก Light Emitting Diode ทำให้มองเห็นในที่มืดอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และมีอายุการใช้งานของหลอดอินฟาเรดที่ยาวนานมากขึ้น

ข้อดีของ LED array 
1. ความสว่าง LED array หลอดเดียวสามารถให้แสงสว่างสูงระดับ 800 มิลลิวัตต์ ถึง 1000 มิลลิวัตต์ ในขณะที่ผลที่ได้จากหลอด LED ทั่วไปให้แสงสว่างเพียง 5~15 มิลลิวัตต์ เท่านั้น
2. องศาทำมุมได้กว้าง  LED array สามารถส่องแสงได้ถึง 10 ° ถึง 120 ° (มุมแบบปรับได้หลายระดับ) ซึ่งสามารถส่องแสงที่สม่ำเสมอทั่วถึงบนพื้นผิว สามารถปรับองศาของแสงได้ถึง 180°  ทำให้ไม่เกิดเอฟเฟค”Flashlight Effect” หรือ “ปรากฏการณ์ไฟฉาย”
3. อายุการใช้งาน LED array มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า IR แบบทั่วไปที่มีอายุเฉลี่ย 6,000 ชั่วโมง ส่วน LED Array มีระบบระบายความร้อน thermoelectric แบบแยกไม่ได้ยึดกับระบบระบายความร้อนบน CCD  ทำให้อายุการใช้งานของ LED array มีถึง 50, 000 ชั่วโมง(การใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพที่ 10,000 ชั่วโมง)
4. อัตราการสลายตัวช้า LED array เป็นเทคโนโลยรุ่นที่สาม ใช้เทคโนโลยีระบายความร้อนแบบอิสระ อัตราการสลายตัวของกล้องทั่วไปคือ 70% ภายใน 6 – 12 เดือน แต่ LED array เป็น 10% ภายใน 5 ปี
5. ประสิทธิภาพสูง ประสิทธิภาพการแปลงไฟฟ้าออปติคอลของ LED array มีประมาณ 50% ในขณะที่ IR แบบปกติ มีเพียง 10%
6. กินไฟน้อย เมื่อเทียบกับหลอด IR แบบทั่วไปแล้ว หลอด LED Array กินไฟน้อยกว่าประมาณ 3 เท่าเลยทีเดียว
7. การซ่อนเร้นที่ดี แสงอินฟาเรดของ LED Array นั่นจะมีความยาวคลื่น 2 ชั้น ที่ 850 nm และ 940 nm จชั้นแรก 850 นาโนเมตร จะกระจายแสงเหมือนหลอด IR แบบทั่วไป และชั้นที่สอง ความยาวคลื่น 940 นาโนเมตร จะไม่มีแหล่งกำเนิดแสงสีแดง จะทำให้มองไม่เห็นแสงอินฟาเรดที่หลอดในตอนกลางคืน ทำให้ปกปิดซ้อนเร้นได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น การเอากล้องไปใช้ดูนกนางแอ่นที่มีลักษณะกลัวแสงสีแดงในตอนกลางคืน

กล้องวงจรปิด AHD คืออะไร

AHD คืออะไร

AHD (Analog High Definition) เป็นระบบกล้องวงจรปิดอนาล็อกที่มีความละเอียดสูงสามารถส่งสัญญาณไปในสายเคเบิลได้ไกลถึง 500เมตร บนสายเคเบิ้ลกล้องอนาล็อกทั่วไปที่รู้จักกันดีคือสาย RG โดยใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาจากเทคโนโลยี Y/C ของระบบภาพ TV, เทคโนโลยีการกรองสัญญาณ ,เทคโนโลยีการลดสัญญาณรบกวน 3D Noise
ทำให้ได้ภาพที่มีความละเอียดสูง และระบบ AHD จะไม่มีการบีบอัดหรือการเข้ารหัสทำให้ภาพที่ได้เป็น Real-Time ไม่มีการหน่วงของสัญญาณในการส่งสัญญาณ และเมื่อเปรียบกับสัญญาณCVBS ที่มีความละเอียดเท่ากันแต่คุณภาพของภาพของ AHDดีกว่า อีกทั้งระบบเป็นแบบเปิดสามารถใช้งานกับ กล้องและเครื่องบันทึกที่เป็น AHD เหมือนกันได้

ในส่วนของ Chip ประมวลผลเป็น Next Chip ผู้ผลิตชั้นนำจาก เกาหลี ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงการกล้องวงจรปิดได้มีการพัฒนาและกระจายเทคโนโลยีไปยังผู้ผลิตกล้องวงจรปิดชั้นนำ จึงทำให้กล้องวงจรปิดระบบ AHD จะออกสู่ตลาดกล้องวงจรปิดจำนวนมาก ทำให้มั่นใจได้ว่าจะเป็นระบบกล้องวงจรปิดอีกระบบที่เข้ามาทดแทนระบบอนาล็อกแบบเดิม

ทำไมจึงต้องเป็น AHD

1.More clear
พัฒนาจากเทคโนโลยี Y/C ของระบบภาพ TV, เทคโนโลยีการกรองสัญญาณ เทคโนโลยีการลดสัญญาณรบกวน 3D Noise

2.No delay
ข้อมูลที่ ส่งไปยัง กล้อง DVR โดยไม่ต้องมีการบีบอัด ไม่มีการเข้ารหัส จึงได้ภาพที่มีความละเอียดสูงและ Real-Time

3.Easy to operate
รองรับเมนู OSD การทำงานง่าย ใช้งานง่ายเพราะระบบพัฒนามาจากพื้นฐานระบบ อะนาล็อกแบบเดิม

4.High integration
ISP และ TX รวมกัน ,ประหยัดมากขึ้น ,มีเสถียรภาพมากขึ้นใช้ทรัพยากรเครื่องน้อยลง

5.Transmit further
ส่งสัญญาณได้ไกลถึง 500 เมตรด้วยสาย Coaxial หรือสาย RG6 ที่ใช้กับระบบ อนาล็อก ธรรมดาได้

6.Better compatibility
สามารถรวมกับระบบอนาล็อก D1/960H, อุปกรณ์อะนาล็อก (including divider, matrix, etc), รองรับ 3 ใน 1 โหมด

7.Low cost and High performance
ราคาพอกันกับอนาล็อก แต่ได้คุณภาพสินค้าที่ดีกว่า

8.Open standard
Third-party open standard , สามารถใช้งานร่วมกับสินค้า AHD ของผู้ผลิตเจ้าอื่น

เปรียบเทียบ AHD กับ TVI และ CVI

รายการการเปรียบเทียบ AHD HD-TVI CVI
ระบบ NTSC/PAL รองรับ รองรับ รองรับ
ความละเอียด 960H/D1 รองรับ ม่รองรับ รองรับ
ระยะการส่งสัญญาณ 500 เมตร 300-500 เมตร 500 เมตร
ส่งสัญญาณไปในสาย Coaxial รองรับ รองรับ รองรับ
ความละเอียด HD 720P @ 25/30
720P @ 50/60
1080P @ 25/30
720P @ 25/30
720P @ 50/60
1080P @ 25/30
720P @ 25/30
720P @ 50/60
1080P @ 25/30
Analog Matrix รองรับ ไม่รองรับ ไม่รองรับ
Analog video divider รองรับ รองรับ ไม่รองรับ
สามารถใช้ร่วมกับสินค้ายี่ห้ออื่น รองรับ รองรับ ไม่รองรับ

คุณลักษณะเด่นAHD

ขอบคุณข้อมูลจาก CCTVBOX

Intel เปิดตัว Core i9-7980XE Processor

Intel เปิดตัว Core i9-7980XE Processor วันที่ 18 ตุลาคมที่จะถึงนี้มาพร้อม 18 Cores

ที่งาน Chinajoy 2017, Intel ถือโอกาสเปิดตัว processor รุ่นท๊อปสุด, Core i9-7980XE และจะวางจำหน่ายในวันที่ 18 ตุลาคมนี้. Intel Core i9-7980XE  เวอร์ชั่น “Extreme Edition” จะมาพร้อมประสิทธิภาพที่ไม่ธรรมดาพร้อมทั้งราคาที่สวยและการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ.

Intel Core i9-7980XE มาพร้อมจำนวนแกน 18 Cores, 36 Threads เปิดตัววันที่ 18 ตุลาคมนี้

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเราได้เห็นสเป็คเต็มๆของมันมาแล้ว. หากยังจำกันได้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาทาง Intel ได้ปล่อยออกมาแล้วห้ารุ่นด้วยกันและตอนนี้ยังเหลืออีกสี่ที่จะมาพร้อมจำนวนแกนที่มากกกว่าเดิม. ซึ่งมันจะประกอบไปด้วย Intel Core i9-7980XE, Core i9-7960X, Core i9-7940X และ Core i9-7920 (X). ทั้งหมดมีจำนวนแกนที่สูงมากกว่ารุ่นปัจจุบันและแน่นอนว่าราคาจะสูงกว่า 1000 USD. เราได้ยืนยันไปแล้วว่า Core i9-7920X จะมาวันที่ 12 เดือนนี้ส่วนที่เหลือที่เป็นเวอร์ชั่น XCC (Extreme Core Count) จะมาเดือนตุลาคม.

สเป็ค Intel Core i9-7980XE : 18 Cores, 36 Threads, 2.6 GHz Base, 4.2 GHz Boost Clocks
สำหรับ Intel Core i9-7980XE มาพร้อมจำนวนแกนทั้งสิ้น 18 cores และ 36 threads แน่นอนดีกว่า AMD 16 core Ryzen Threadripper 1950X. และความเร็ว Core clocks สำหรับ Core i9-7980XE จะอยู่ที่ 2.6 GHz (base), 4.2 GHz (Turbo Boost 2.0) และ 4.4 GHz (Turbo Boost Max 3.0). มี 18 MB ที่เป้น L2 Cache (1 MB per core) และ L3 cache มี 24.75 MB. รูปแบบ Quad channel DDR4 รองรับได้มากถึง 2666 MHz. ค่า TDP แค่ 165W ใช้ LGA 2066 socket.
Intel เรียกชิปรุ่นนี้ว่า Teraflop CPU มีเลนซ์มาให้ทั้งหมด 44 PCIe lanes ซึ่งจะน้อยกว่าชิปฝั่ง AMD Ryzen Threadripper 1950X ทีมีราคาเพียง $999 US (64 PCIe lanes).

สเป็คของตระกูล Intel Core X Series Processor :

เปิดราคามาที่ $1999 MSRP ( $111.11 per core) มาพร้อมสถาปัตยกรรมของ Skylake-X architecture, เหมาะมากกับกลุ่มผู้พัฒนาและการคิดสร้างสรรทางด้าน content ใหม่ๆซึ่งจะได้ประสิทธิภาพในด้านการประมวลผลการคำนวนกราฟฟิกที่รวดเร็ว. แน่นอนสำหรับเกมส์-จิ๊บๆ, แต่ก็ยังมีสิ่งที่ท้าทายอยู่สำหรับ Intel รุ่นท๊อปตัวนี้.

สำหรับชืปสาย Intel Core X ที่มีแกนมากกว่า 10 ขึ้นไปจะเปิดตัวและวางจำหน่ายหลัง Ryzen Threadripper. แต่ทางด้าน platform นั้นเปิดตัวออกมากันแล้ว, และสำหรับใครที่กำลังรอ 12, 14, 16 หรือแม้กระทั่ง 18 core chips คงต้องรอตั้งแต่เดือนนี้จนถึงตุลาคมที่จะถึง. แต่ช่วงนี้ทาง AMD คงจะออกมาป่วนตลาดก่อนด้วย X399 และ Ryzen Threadripper platforms. ไม่เพียงมีหลายอย่างที่ดีกว่าทางด้านบอร์ดหรือตัว platform เช่นทางด้าน IO support แล้ว, แต่ประสิทธิภาพของมันนั้นพอๆกับทาง Intel core architecture เลยทีเดียว. แต่ทางด้านราคาทาง AMD chips นั้นเห็นจะดีกว่ามาก.
Intel 8 core chip เปิดราคามาที่ $699 หากเทียบกับทาง AMD ที่มีราคา $599 และในรุ่น 12 core chip เปิดมาแค่ $799 ส่วน Intel นั้นมีราคา $1199 US. และตัวสุดท้ายในรุ่น 16 core chip ทาง AMD จะเปิดราคามาที่ $999 เทียบกับฝั่ง Intel ราคาที่ $1699 US. และหากคุณมองสูงขึ้นไปอีกระดับ 18 core chip, คุณต้องจ่ายที่ $2000 US. ซึ่งถือว่าแพงชนเพดานเลยทีเดียว, และดูเหมือนทางฝั่ง Intel จะเสียศูนย์ตรงที่ความคุ้มค่าและทางด้านราคาและการใช้พลังงาน.

แน่นอนว่า Intel อาจจะขายได้ไม่ง่ายนักสำหรับชิปตระกูล Core X หากไม่มีการแก้ไขทางด้านราคาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้พลังงานให้คุ้มค่ามากกว่านี้และอย่าลืมประสิทธิภาพทางด้านการระบายความร้อนอีกเรื่อง.

เครดิต : www.extremepc.in.th/intel-core-i9-7980xe-processor/
wccftech.com/intel-core-i9-7980xe-flagship-cpu-18-october-launch/